[FicTitan] Irvin x Rivaille : Stay Behind*

posted on 27 May 2013 07:42 by oh-oxygenz
..
 
 
 
 
 
 
 
 
 

 
 
ฉัวะ..!!!
 
 
 
คมมีดกรีดเข้าหลังบริเวณต้นคอ  และเฉือนออกราวกับผิวหนังเหนียวหนานั่นเป็นเพียงขนมปังนุ่มๆก้อนหนึ่งที่มีครีมสีเข้มข้นคลั่กพุ่งกระจายตามมาให้เลอะเปรอะเปื้อนมือ
 
ร่างเล็กก้มมองมือตัวเองด้วยความขยะแขยง  นึกอยากจะสบถออกมาตามประสาคนรักความสะอาด...เพียงเสียงกรีดร้องของผู้ร่วมสนามรบเท่านั้นที่หยุดไม่ให้เขาหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดได้สำเร็จ  ฉมวกคู่ถูกยิงออกไปปักยังเป้าหมาย  ก่อนร่างทั้งร่างจะพุ่งตรงไปท่ามกลางไอควันสีขาว..
 
 
ฉัวะ..!!
 
 
อีกหนึ่ง..
นี่ถือเป็นการฆ่าที่งดงามพอสมควร  เพราะครั้งนี้ไม่มีเลือดกระเซ็นออกมาโดนพอดี  เขาเผลอยิ้มอย่างดีใจ  ขณะที่เท้ากลับลงมาแตะยังพื้นหญ้าอีกครั้งหนึ่ง
 
"คุณรีไวล์!!"
 
คนที่เปล่งเสียงออกมาก็ดูราวกับจะร้องไห้อยู่รอมร่อ  ทหารใหม่มักเป็นเช่นนี้เสมอเวลาทำภารกิจ...ถึงเจ้าของนามจะไม่เคยเป็นก็เถอะ..
 
เขาถอนหายใจ "รีบไปเถอะ  สัญญาณถอยทัพดังแล้ว"
 
"ค..ครับ!"
 
 
 
 
 
..ภายนอกกำแพงเป็นสถานที่อันตรายเสมอ..
 
 
...ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่สิบปี...มันก็ยังคงเป็นเช่นนั้นอยู่...
 
 
 
 
ร่างเล็กไม่มีทีท่าว่าจะคล้อยไปตามสัญญาณเรียก  โดยปกติแล้วหน้าที่ของเขาในเวลาแบบนั้นคือการย้อนกลับไปเก็บกวาดและช่วยทุกคนให้มากที่สุด....ถึงแม้ผู้บังคับบัญชาของเขาจะเอ็ดทุกครั้งที่จับได้  และมักจะทำโทษให้เขาสัญญาว่าจะไม่เอาชีวิตไปเสี่ยงแบบนี้อีกก็ตาม...แต่...
 
ถ้าเขาไม่่ช่วย...ก็คงไม่มีใครในโลกอีกแล้วที่ช่วยได้...
 
 
นั่นคือเหตุผลที่เขายังวนเวียนอยู่บริเวณนี้เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่ได้ยินเสียงกรีดร้องของใครอีก
 
 
 
 
"เฮ้ รีไวล์!!"
 
 
 
เสียงคุ้นเคยเรียกชัด  ก่อนร่างบอบบางจะโผล่ขึ้นมาเกาะอยู่กับต้นไม้ต้นข้างๆ
 
คนถูกเรียกยังคงไม่ได้หันไปมอง "สถานการณ์เป็นยังไงบ้าง?"
 
"ขึ้นเหนือ  มีป้อมร้าง...ไปหลบภัยที่นั่นก่อน"
 
"แล้วคนอื่นๆล่ะ?"
 
คนถูกถามถอนหายใจ "ช่วย...เท่าที่ได้แล้วล่ะ  นายเองก็รีบไปเถอะ"
 
 
 
...คำตอบนั้นแสนจะชัดเจน...
 
 
อัตราการสูญเสียต่อภารกิจหนึ่งครั้งของทีมสำรวจอยู่ที่ 90เปอร์เซ็น  นั่นเป็นตัวเลขที่ทำให้พวกเขาที่อยู่ในระดับสูงทุกคนรู้สึกกระอักกระอ่วนนัก  และต่อให้พวกเขาทั้งหลายจะพยายามกันมากขนาดไหน  ตัวเลขนั้นก็ไม่ได้มีท่าทีว่าจะยอมลดลงเลยแม้แต่น้อย...
 
ทั้งสองร่างขยับตัวอีกครั้ง  อุปกรณ์การเคลื่อนที่สามมิติช่วยให้พวกเขาทั้งคู่ผ่านฝูงไททันไปอย่างง่ายดาย  ไม่มีเหตุจำเป็นต้องเสียเวลาไปฆ่าไอ้พวกนั้นระหว่างทาง
 
 
 
 
"จริงสิ  มีอีกเรื่องนึง...ที่นายน่าจะควรรู้...."
 
 
ฮันชี่ โซเอะ เอ่ยขึ้นระหว่างนั้น
 
อีกคนพยักหน้าเป็นเชิงให้ว่าต่อไป
 
 
 
 
"หัวหน้าเอลวิน.......บาดเจ็บหนัก"
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
S T A Y     B E H I N D
 
 
 
Attack on Titan : Fan-Fiction
Irvin x Rivaille
NC-17
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
ตึก ตึก ตึก
 
 
เสียงส้นรองเท้ากระทบพื้นดังไปตลอดทางเดิน  ร่างเล็กก้าวผ่านห้องโถงใหญ่ซึ่งเป็นที่รวมของคนบาดเจ็บไปยังประตูอีกฝั่งหนึ่ง  ดวงตาวาวโรจน์ราวใกล้จะลุกเป็นไฟขณะตวัดขาถีบประตูให้เปิดออก
 
ภายในเป็นห้องเก่าร้างที่มีกลิ่นอับชื้นลอยอบอวล  และไม่มีอะไรนอกจากผ้าผืนหนึ่งไว้ปูนอน...กับร่างสูงใหญ่ที่แสนจะคุ้นเคยนอนอยู่ตรงนั้น  ในสภาพที่ถอดอุปกรณ์การเคลื่อนที่สามมิติออกจนหมดและทั้งร่างมีแต่ผ้าพันแผล
 
 
 
รีไวล์เงียบ
 
และมองไปรอบๆห้องท่ามกลางความเงียบนั้น
 
 
 
 
 
หนึ่งคน..นอนอยู่  นั่นคงไม่ต้องบอกว่าหนักแค่ไหน
 
หนึ่งคน..ปฐมพยาบาลอยู่  และเหมือนจะเพิ่งเสร็จหมาดๆ..ถึงได้กุลีกุจอเก็บข้าวของขนาดนั้น..
 
หนึ่งคน..ยืนอยู่ข้างๆ..................
 
 
 
 
 
ผลัวะ!!!
 
 
 
 
"ไอ้เวรนี่!!!"
 
 
และไม่มีอาการแม้แต่จะหลบด้วยซ้ำ  นั่นทำให้ร่างเล็กกว่าหยุดไว้ที่การซัดเข้าที่หน้า...แต่ก็ยังไม่วายกระชากคอเสื้ออีกฝ่ายลงมาเพื่อหาเรื่อง
 
 
"แกทำนรกอะไรลงไป..!!!"
 
 
 
 
คนถูกด่ายกมือยอมแพ้ "ใจเย็นๆก่อน...."
 
"จะหาข้ออ้างอะไรอีกล่ะไมค์?  เอลวินอยู่กับแก..!"
 
"ใช่  หัวหน้าอยู่กับฉัน"
 
"....กวนตีนนัก  อยากโดนอีกครั้งรึไง?"
 
 
"ฉันก็ยืนรอให้นายซัดอยู่นี่ไง" อีกคนถอนหายใจ "ทั้งหมด...เป็นความผิดของฉันเอง"
 
 
 
 
เงียบ...
 
มือที่กำคอเสื้ออีกฝ่ายอยู่สั่นสะท้าน  จนเผลอกำแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว
 
 
 
 
ดวงตากลมดุเบือนกลับไปมอง 'ตัวต้นเหตุ' อีกครั้งหนึ่ง...แผ่นอกหนากระเพื่อมขึ้นลงเป็นจังหวะ...ถึงจะแผ่วเบา  แต่ก็ยังพอมีลมหายใจ  ถึงกระนั้นบทสรุปโง่ๆก็ไม่ได้ช่วยให้ความตระหนกในอกลดลงเลยแม้แต่น้อย
 
ครั้งหนึ่งที่ความโกรธเกรี้ยวไหลขึ้นมาให้ขอบตาร้อนผ่าว
 
 
 
แต่อีกเสียงที่เดินเข้ามาก็ทำให้เขาต้องกระพริบตาไล่ความรู้สึกไร้สาระพวกนั้นทิ้งไป
 
เจ้าของผมม้าสีดำสนิทพยายามห้ามทัพ  และถึงแม้มันจะไม่ช่วยอะไรมากก็ตาม
 
 
"มันไม่ใช่ความผิดใครทั้งนั้นแหละรีไวล์  มันเป็นอุบัติเหตุ"
 
 
 
"....ฉันรู้"
 
"ใจเย็นๆก่อนนะ..."
 
"....ฉันรู้"
 
 
"...ปล่อย...ไมค์เถอะ...."
 
 
 
 
หลังจากคำนั้นเพียงไม่นาน  ในที่สุดมือเล็กก็คลายอีกฝ่ายออกมาเป็นอิสระจนได้
 
 
 
 
 
...ถ้าเพียงแต่เขาอยู่ตรงนั้น....
 
 
...ถ้าเพียงแต่เขารู้  และเข้าไปช่วยได้ทัน...
 
 
 
ความคิดที่ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นก่อตัวขึ้นในสมองอย่างช้าๆ  เขาหลับตาลง  สูดลมหายใจเข้าลึกๆโดยไม่รู้สึกอะไรกับกลิ่นเก่าๆของป้อมแห่งนี้เท่าไหร่นัก
 
ชั่วครู่ใหญ่  ก่อนร่างเล็กบางจะสะบัดตัวหันกลับเดินไปใกล้คนที่ยังคงนอนอยู่  แล้วทิ้งตัวนั่งตรงนั้น
 
 
 
 
 
"ถ้านายไม่ตื่นขึ้นมานะเอลวิน"
 
 
 
เสียงทุ้มที่ฟังแล้วรู้ว่ากำลังบังคับไม่ให้มันแสดงความอ่อนแอ
 
 
 
"...ฉันจะตามไปฆ่านายถึงในนรกเลย"
 
 
 
 
 
ได้ยินเสียงปิดประตูมาจากด้านหลัง
 
 
ห้องทั้งห้องตกลงสู่ห้วงแห่งความเงียบอีกครั้งหนึ่ง  ความเงียบที่ทำให้เขารู้ว่าอยู่คนเดียว..ความเงียบที่ทำให้ขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอีกครั้ง...ความเงียบที่ทำให้เขารู้สึกอยากก้มลงไปกอดคนตรงหน้า  ซบกับอกอุ่นๆแล้วหลั่งน้ำตาโดยไม่อาย...
 
 
แต่เพราะความทรนงนั่นแหละ  ที่ทำให้เขาเพียงแต่นั่งอยู่เฉยๆแบบนี้......
 
 
 
 
 
 
 
 
 
"รี....ไวล์......?"
 
 
 
 
 
 
 
 
ขาดห้วง...
 
ทั้งน้ำหนักเสียงและลมหายใจ.......
 
 
 
 
เจ้าของนามเบิกตาโพลง  รีบชะโงกหน้าเข้ามาดูคนพูดอย่างลืมตัว
 
"เอลวิน.................."
 
 
 
 
"....ปลอดภัย...ใช่มั้ย?"
 
 
 
 
..ชะงัก..
 
ยิ่งรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบเข้ามาอีกเมื่อเรียวนิ้วสั่นเทาค่อยเอื้อมมาแตะที่แก้ม  แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้นก่อนจะทิ้งแขนลงอย่างไร้เรี่ยวแรง
 
พร้อมรอยยิ้มอ่อนๆจากริมฝีปากซีดเซียว
 
 
 
 
"....ค่อยยังชั่ว...."
 
 
 
 
 
คนที่ต้องพูดคำนั้น...มันเขาต่างหาก..!!
 
 
"ไอ้กร๊วกเอ้ย" เขาเค้นเสียง "ในปากไททันมันน่าอยู่ขนาดนั้นเลยรึไงวะ?"
 
"ฮะๆ..."
 
"ยังจะมาหัวเราะ..."
 
 
 
"นี่...รีไวล์....."
 
 
 
ดวงตาคู่นั้นหันมามองเขา  และมีแต่ภาพของเขาที่สะท้อนอยู่ภายในนั้น
 
 
 
 
 
 
 
"ถ้าฉันตาย...นาย...จะร้องไห้รึเปล่า....?"
 
 
 
 
 
 
 
"ไม่มีทาง" คนถูกถามตอบชัด "ถามบ้าอะไรของแก?"
 
"แค่อยากลองถามดูน่ะ...แค่เพิ่งนึกได้ว่ายังไม่เคยเห็นนายร้องไห้เลย..."
 
 
 
..บ้าจริง..
 
 
ชายหนุ่มโน้มหน้าลงไป  ประทับจูบลงบนริมฝีปากสีซีดนั่นอย่างเสียมิได้
 
แรกทีเดียวที่ร่างใหญ่เหมือนจะพยายามตอบสนอง  หากความอ่อนล้าก็พาลให้เรี่ยวแรงหายไปเสียหมด..จนคนตัวเล็กต้องเป็นฝ่ายสอดเรียวลิ้นหอมหวานนั่นเข้าไปเสียเอง
 
....รสคาวเลือดอบอวลอยู่ในปาก  กลับไม่น่าคลื่นเหียนเลยสักนิด.....
 
....แต่มันก็แทนรสชาดของความเจ็บปวดได้ไม่เลวนัก...
 
 
 
 
นาน..กว่ารีไวล์จะเป็นฝ่ายถอนริมฝีปากออกมา
 
 
 
เขาไม่อยากพูด...เหนื่อย...ที่จะพูดเหลือเกิน  จึงได้ที่กระตุกเสื้อคลุมตัวเองเพื่อถอดมันออก  และโยนไว้เหมือนเสื้อคลุมศักดิ์สิทธิ์นั่นเป็นเพียงผ้าขี้ริ้วผืนหนึ่ง...
 
 
อีกฝ่ายก็ดูอยากจะทัก  เพียงแต่ไม่ทำ
 
 
และปล่อยให้คนตัวเล็กกว่าเป็นฝ่ายก้มลงไปจูบอีกครั้งหนึ่ง  และครั้งนี้ดูลึกซึ้งกว่าเดิมนัก....เสื้อเชิ้ตตัวใหญ่ที่ไม่ได้ถูกติดกระดุมให้เรียบร้อยอยู่แล้วเพราะเพิ่งทำแผลถูกกระตุกออกช้าๆ  และปล่อยให้ปลายนิ้วซุกซนได้เข้ามาสำรวจตามผิวเนื้ออุ่นร้อน  ที่เต้นเร้าๆไปตามทุกสัมผัส
 
กลีบปากอิ่มเคลื่อนจากปลายคางสาก  ลงมายังลำคอแกร่ง...จูบเบาๆบนลูกกระเดือกที่ขยับขึ้นลงช้าๆ  ไล้ลงมายังไหปลาร้า  และแผ่นอกที่พันผ้าพันแผลเอาไว้แน่นหนา...สีแดงจางๆซึมออกมาเล็กน้อย  ปากแผลคงยังปิดไม่สนิทนัก...และ.....
 
 
"อึก.."
 
หน้าท้องแข็งนั่นดูจะเกร็งขืนเมื่อปลายลิ้นอุ่นร้อนลากความเียกชื้นมาตามมัดกล้ามช้าๆ  ก่อนจะวนเวียนอยู่รอบรอยบุ๋มกลางลำตัวให้ลมหายใจอีกฝ่ายติดขัด
 
"...รีไวล์..."
 
ริมฝีปากที่เคยซีดเซียวค่อยมีสีเลือดขึ้นมีนิดหน่อย  นั่นเป็นครั้งแรกที่เจ้าของนามได้รู้ว่าเรื่องแบบนี้กระตุ้นการไหลเวียนของเส้นเลือดได้ดีนัก...และถึงแม้อีกฝ่ายจะสิ้นเรี่ยวแรง...นั่นก็ดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับความเป็นชายที่ขยายความใหญ่โตอยู่ใต้ร่มผ้านี่เลยแม้แต่น้อย..
 
และเมื่อมือเล็กรั้งกางเกงอีกฝ่ายลงไปช้าๆ  ส่วนตื่นตัวนั้นก็ดีดเด้งขึ้นมาประจันหน้าชวนอับอาย
 
 
 
 
แต่คนนอนก็ไม่ได้มีท่าทีอะไรเทือกนั้น...
 
เอลวิน สมิธ ในเวลานี้ไม่มีเรี่ยวแรงมากพอจะขัดขืน...
 
 
 
 
 
คนตัวเล็กกว่าก้มหน้าลง  และใช้เวลาไม่นานในการชโลมความใหญ่โตนั้นให้เปียกชุ่มด้วยโพรงปากและเรียวลิ้นของตัวเอง
 
ท่ามกลางเสียงครางฮืมที่ดังอยู่เพียงในลำคอของอีกฝ่ายเท่านั้น
 
 
 
"รีไวล์"
 
ในที่สุดร่างหนาใหญ่ก็ดันตัวเองขึ้นมาได้สำเร็จ  ก่อนจะใช้มือใหญ่ข้างหนึ่งประคองดวงหน้าขาวให้เงยขึ้นมา
 
"นี่มัน...อันตรายนะ..."
 
 
 
"ฮันชี่บอกว่า...ไททันจะไม่เคลื่อนไหวตอนกลางคืน..."
 
"นั่นเป็นแค่สมมติฐาน"
 
"แต่การที่เรายังมีชีวิตอยู่แบบนี้  ก็พิสูจน์เรื่องนั้นได้แล้ว...ไม่ใช่รึไง?"
 
 
เอลวินถอนหายใจ  เถียงกับคนๆนี้ไปก็ดูจะป่วยการเสียเปล่า...จริงอยู่ที่เขาก็พร้อมจะระเบิดความต้องการของตัวเองได้ทุกเมื่อ  แต่ตอนนี้สถานการณ์คับขันนัก...จะให้จับอีกฝ่ายกดลงตรงนี้ก็ดูจะใช่ที  เขาจำเป็นต้องใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่น้อยนิดนี่ประเมิน............
 
ไม่ดีกว่า....
 
พอเห็นอีกฝ่ายที่ปลดอุปกรณ์การเคลื่อนที่สามมิติส่วนล่างลงไป  'ความมีเหตุผล' ก็หายไปจากสมองแทบจะในทันที
 
 
 
มือเล็กออกแรงดันเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ร่างใหญ่โตเอนหลังลงไปนอนเหมือนเช่นเคย  เอลวินหลับตาลงอย่างเสียมิได้..พร้อมทั้งกลืนน้ำลายกลั้นใจไม่ให้เผลอจินตนาการถึงอีกฝ่ายที่กำลังตวัดเรียวขาขึ้นมาคร่อม
 
 
 
..ถ้าใครเข้ามาเห็น..
 
....ช่างเถอะ...จะมีใคร....ข้างนอกต่างก็ยุ่งด้วยกันทั้งนั้น....
 
 
 
และถึงแม้จะรู้สึกผิดไม่น้อยกับเรื่องนั้น...แต่จะให้ตัวเขาห้ามใจตอนนี้มันก็ดูจะไม่ทันเสียแล้ว  ยิ่งได้ยินเสียงเปียกฉ่ำอยู่ตรงหน้า  ก่อนสะโพกมนที่แสนคุ้นเคยนั่นจะกดลงมา....
 
"...อืมม..."
 
ให้ต้องปล่อยเสียงครางประหลาดออกมา
 
 
 
รีไวล์เม้มริมฝีปากแน่นขณะขยับตัวให้อยู่ในท่วงท่าที่ถนัด  ความแข็งขืนของอีกฝ่ายที่คาอยู่เช่นนั้นก่อให้เกิดความเสียวซ่านไม่น้อย  แล้วก็ต้องสะดุ้งโดยพลันเมื่อร่างสูงใหญ่เสือกกระแทกกายเข้ามาจากด้านล่าง  ทำเอาร่างเล็กโยนไปตามจังหวะ
 
"อ..อะ..."
 
ก่อนกำปั้นลุ่นๆจะทุบปั๊กเข้ากลางอกที่เจ็บแบบไม่ยั้งแรง
 
"โอะ!"
 
"ยังจะมาบ่น" ดวงหน้าดุนั้นซับสีเลือดจางๆ "ไม่มีแรงก็นอนอยู่เฉยๆไปสิวะ"
 
"อื้อออ" คนตัวใหญ่ปรือตาลงช้าๆจนกระทั่งหลับตา  แล้วยกมือสั่นเทาทาบบริเวณที่ถูกทุบของตัวเอง "โอเค..."
 
 
 
คนมองชะงักเล็กน้อย  นึกอยากจะเอ่ยคำขอโทษหรืออะไรสักอย่าง...แต่ก็ปากหนักเกินกว่าจะกล้าเอ่ย  จึงได้แต่ผ่อนน้ำหนักลงที่เข่าทั้งสองข้าง  เอนตัวไปด้านหลัง...และบดเบียดสะโพกบริการให้ช้าๆ...
 
 
 
บางทีก็คิดเหมือนกันว่า...ถ้าไททันบุกมาในเวลาแบบนี้.......
 
.......ช่างเถอะ....
 
..........เอาเป็นว่ามันไม่บุกมาก็แล้วกัน....
 
 
 
ไม่นาน..ห้วงอารมณ์ก็ทำให้เขาลืมข้อกังขาเกี่ยวกับข้อเท็จจริงของเจ้ายักษ์ร้ายนั่นไปชิบ  แถมยังใช้พลังงานเกือบทั้งหมดเพื่อควบคุมลมหายใจ  ไม่ให้เผลอปล่อยเสียงสวาทนั่นเล็ดลอดออกไปนอกห้อง  ขณะออกแรงโยกในจังหวะที่หนักหน่วงมากยิ่งขึ้น
 
"อะ...อ..."
 
มือใหญ่เอื้อมมาบีบคลึงสะโพกนุ่มมือนั่นอย่างลืมตัว  ก่อนจะชันเข่าให้คนตัวเล็กด้านบนขยับได้ถนัด
 
เส้นผมสีขนกาสะบัดขึ้นลงตามแรงกระแทก  สิ่งที่แทรกเสียงครางด้วยความสุขสมของทั้งสองฝ่ายคือเสียงของเนื้อกระทบเนื้อฉ่ำแฉะที่ใครต่อใครมาได้ยินคงจะแดงไปถึงหู
 
"อ...เอลวิน...อ...อ๊ะ..!..."
 
เรียวขางามขยับเปลี่ยนจากนั่งคุกเข่ามาชันขาขึ้น  แล้วเอนหลังพิงต้นขาแกร่งของอีกฝ่ายเพื่อออกแรงดันตัว...เขารู้ดีว่าท่วงท่าเช่นนี้น่าอายมิใช่น้อย  แต่ความปรารถนาที่แสดงออกชัดเจนผ่านทางดวงตาก็ทำให้เขาลืมเรื่องนั้นไป  และอ้าขาให้อีกฝ่ายเห็นส่วนลับของตัวเองอย่างชัดเจน
 
"อ...อ..."
 
"รีไวล์...อ...."
 
ไม่กี่ครั้งต่อมาที่มือเล็กต้องตวัดปับมาปิดปากของตัวเองฉับ  ก่อนจะปลดปล่อยความสุขสมของตัวเองเปรอะเปื้อนไปถึงดวงหน้าคมเข้ม...ที่หลั่งความต้องการของตัวเองในเวลาถัดมา
 
 
ทั้งคู่หอบ
 
..และตัดสินใจค้างอยู่ในท่วงท่าเช่นนั้นจนกว่าจะหายเหนื่อย
 
 
บางอย่างที่พุ่งเข้ามาในช่องทางนั้นชวนให้อึดอัดมากขึ้นเป็นเท่าตัว  แถมดูจะไหลย้อยออกมาถ้าเขาขยับตัวตอนนี้เป็นแน่...ไม่สิ  ไม่ว่าจะขยับตอนไหนมันก็ต้องไหลย้อนออกมาเหมือนกันหมด
 
ความเหนื่อยล้าที่มาจากการต่อสู้ในตลอดทั้งวันทำให้เขาใช้เวลานานกว่าจะควบคุมลมหายใจได้  พลันสายตาก็เหลือบไปเห็นหยาดโลหิตที่ซึมชื้นออกมาจากผ้าพันแผล  เขาคิดว่าควรจะตกใจหรือเรียกใครสักคนมา...แต่ก็ชะงักทันทีที่รอยยิ้มหวานทาบอยู่บนใบหน้าของคนที่นอนอยู่
 
"ขำไร?"
 
คำนั้นเกือบๆจะเรียกได้ว่าตวาด  ถ้าไม่ต